Monthly Archives:กุมภาพันธ์ 2017

  • 10 สุดยอด “จูดาส” แห่งโลกลูกหนัง

    Post Image

    10 สุดยอด "จูดาส" แห่งโลกลูกหนัง

     

    “จูดาส” เป็นคำที่นิยมใช้กันมากในหมู่แฟนบอล เพื่อเรียกนักฟุตบอลในทีมที่ตัวเองชื่นชอบ แต่กลับย้ายไปอยู่ทีมคู่ปรับไม่เผาผี มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็น “คนทรยศ” นั่นเอง

    ในโลกลูกหนังนั้น มีความเป็นปริปักษ์ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนกล้าหาญชาญชัย แหวกม่านประเพณี ย้ายซบทีมคู่อริ แบบไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

    ทำเอาต้นสังกัดเก่า และแฟนบอลเหล่านั้นได้ปวดใจอยู่บ่อยๆ บ้างก็ได้ดี บ้างก็ล้มเหลว และนี่คือ 10 อันดับนักเตะชื่อดัง ที่ถูกตราหน้าว่า “คนทรยศ” ไปติดตามกันได้เลย…

    อันดับ 10 มาริโอ เกิตเซ่
    ดอร์ทมุนด์ ไป บาเยิร์น มิวนิค, ปี 2013
    ถึงจะเป็นชาวบาวาเรียนโดยกำเนิด แต่ก็เป็นเด็กปั้นที่ได้รับการฝึกปรือมาจากโรงเรียนลูกหนังของดอร์ทมุนด์ มาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ
    ระหว่างปี 2009 ถึง 2013 เกิตเซ่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ “เสือเหลือง” คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัย และเดเอฟเบ โพคาล อีก 1 สมัย พร้อมกับพาทีมทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แพ้บาเยิร์น มิวนิค
    แต่แล้ว ในเดือนกรกฎาคม ปี 2013 หลังจากแพ้ “เสือใต้” ได้ไม่นาน ก็ย้ายซบทีมคู่ปรับ ด้วยค่าตัว 31.5 ล้านปอนด์ นั่นทำให้แฟนพันธุ์แท้ของดอร์ทมุนด์ ถึงกับรู้สึกว่า “เมสซี่แห่งเยอรมัน” คือ “ผู้ทรยศ” ในสายตาของพวกเขา

    อันดับ 9 แอชลี่ย์ โคล
    อาร์เซนอล ไป เชลซี, ปี 2006
    โคล เป็นเด็กปั้นของอาร์เซนอลแท้ๆ แต่ความหน้าเงินของเขานี่เอง ก็เลยโดนโรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมเชลซี เข้าแทรกแซงเมื่อปี 2005
    จนเป็นเหตุให้ “ปืนใหญ่” ออกมาฟ้องร้องว่า “สิงห์บลูส์” ได้ทาบทามตัวนักเตะแบบผิดกฏ โดยไม่ผ่านต้นสังกัดทำให้โคล, โจเซ่ มูรินโญ่, เชลซี และโจนาธาน บาร์เน็ตต์ เอเยนต์ของโคล โดนปรับเงินกันถ้วนหน้า
    สุดท้ายแล้ว อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษ ก็ได้ย้ายไปค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ สมใจ ในปีถัดมา โดยยื่นเงิน 5 ล้านปอนด์ บวกกับวิลเลียม กัลลาส ไปให้ “เดอะ กันเนอร์ส” เป็นข้อแลกเปลี่ยน

    อันดับ 8 โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
    อาร์เซนอล ไป แมนฯ ยูไนเต็ด, ปี 2012
    ในอดีต เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับ อาร์แซน เวงกอร์ ถือว่าเป็นคู่ปรับไม้เบื่อไม้เมากัน ทำให้ไม่เคยมีนักเตะของทั้งสองทีม ย้ายข้ามฝั่งกัน
    แต่แล้วในช่วงซัมเมอร์ปี 2012 เฟอร์กูสัน ตัดสินใจซื้อ อาร์วีพี มาร่วมทีมในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 22.5 ล้านปอนด์ และเป็นกำลังสำคัญ ในการพา “ปิศาจแดง” คว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 เหมือนเบอร์เสื้อของเขา
    ซึ่งป๋าเฟอร์กี้ ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังดีลนี้ว่า แมนฯ ซิตี้ ทีมคู่ปรับร่วมเมือง ให้ความสนใจคว้าตัวฟาน เพอร์ซี่ แต่เอเย่นต์ส่วนตัวของดาวเตะรายนี้ ได้บอกว่า เขาสนใจย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ด มากกว่า

    อันดับ 7 คาร์ลอส เตเวซ
    แมนฯ ยูไนเต็ด ไป แมนฯ ซิตี้, ปี 2009
    ด้วยพลังเงินที่เข้ามาสนับสนุน “เรือใบสีฟ้า” ซึ่งนั่นคือปฐมบท ของความเป็นเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญ ระหว่างสองทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์
    เตเวซ เป็นกำลังสำคัญในการพา “ปิศาจแดง” คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2008 แต่ในช่วงหน้าร้อนปีถัดมา ก็ไม่อาจต้านทานอำนาจเงินตราได้ไหว ย้ายข้ามฟากจากยูไนเต็ด ไปอยู่กับ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 47 ล้านปอนด์
    เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กล่าวหลังจากดีลนี้เกิดขึ้นว่า “ผมคิดว่า ที่ปรึกษาของเขา คงอยากสร้างอำนาจต่อรองมากกว่า ว่ากันว่าเชลซีเสนอราคาแค่ 35 ล้านปอนด์ ทำให้ซิตี้เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งมันเป็นจำนวนที่เหลือเชื่อมากๆ”

    อันดับ 6 เฟร์นานโด ตอร์เรส
    ลิเวอร์พูล ไป เชลซี, ปี 2011
    ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทั้งสองทีมพบกันบ่อยครั้ง ทั้งในพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และตอร์เรส คือตัวแสบ ที่ชอบยิงประตูเชลซี
    และในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ หน้าหนาวในปี 2011 ก็เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อดาวยิงสแปนิช ตัดสินใจครั้งสำคัญ ย้ายไปค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 50 ล้านปอนด์
    เจ้าตัวกล่าวหลังปิดดีลว่า “ในที่สุดหลังจากที่มีการเจรจากันมา 12 วัน ผมก็ได้มาอยู่ที่นี่ ผมรู้สึกมีความสุข และภาคภูมิใจจริงๆ เพราะเชลซีคือที่สุดแล้ว ผมดีใจมากที่ก้าวมาถึงระดับสุดยอดได้”

  • ได้เวลา “จิ้งจอก” ยุคใหม่

    Post Image

    ได้เวลา "จิ้งจอก" ยุคใหม่

     

    หลังผ่านข่าวคราวสุดช็อกวงการมาพร้อมกับการปิดตำนานเทพนิยาย “จิ้งจอกสยาม” อย่างสมบูรณ์ คืนวันนี้คือวันแรกครับที่ เลสเตอร์ ซิตี้ จะได้เข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการ

    การเด้งออกของ รานิเอรี่ ในครั้งนี้แม้จะเป็นเรื่องชวนช็อกแต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย วีรกรรมคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรคือสิ่งที่ทุกคนจะไม่ลืมเลือน

    แต่ชีวิตล้วนต้องเดินต่อ เพราะ ฟุตบอลไม่ใช่มวยปล้ำที่จะกำหนดบทบาทให้เทพไปเรื่อยๆ.. เมื่อปัจจุบันมันไม่ใช่ก็ต้องถึงคราวที่เรา “ต้องจากลา”

    ได้แต่เห็นกระแสที่ออกมาต่อต้าน คิง พาวเวอร์ ล้นหลามก็ล้วนทำให้ผมประหลาดใจ ผมไม่ได้อินหรือเอนเอียงไปกับความเป็นไทยด้วยกันแต่ส่วนตัวผมเข้าใจดีกับการตัดสินใจดังกล่าว

    ก็เหมือนที่ อัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บอกครับว่านี่คือการตัดสินใจที่ยากที่สุดตั้งแต่เทคโอเวอร์สโมสรเป็นต้นมาแต่เมื่อถึงคราวจำเป็น “มันก็ต้องทำ”

    “นี่เป็นการตัดสินใจยากที่สุดในรอบ 7 ปีที่คิง พาวเวอร์ เป็นเจ้าของ เลสเตอร์ แต่เรามีหน้าที่ที่ต้องตัดสินใจโดยเอาผลประโยชน์ระยะยาวของทีมเป็นหลักมากกว่าความรู้สึกส่วนตัว”

    หากใครได้ดู เลสเตอร์ เล่นในซีซั่นนี้รอยรั่วของทีมมันมีมากกว่าแค่การขาด เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เรียกได้ว่าทุกส่วนปวกเปียกไปหมดทั้งเกมรุกและรับที่พร้อมใจกันออกทะเลไปไกล

    เจมี่ วาร์ดี้ กับสภาวะปืนฝืดที่ไม่รู้ตกลงของจริงหรือเก๊, ริยาด มาห์เรซ กับสถานภาพปัจจุบันที่จิตใจดูจะล่องลอยไปยังบิ๊กทีม, การกลับคืนร่างมารที่นำพามาสู่หายนะของทีมหลายครั้ง(รวมถึงเกมล่าสุด)ของ เวส มอร์แกน
    เหล่านี้ล้วนควร “รับผิดชอบ” ต่อผลงาน

    มันอาจไม่ใช่ความผิดของ รานิเอรี่ ทั้งหมดและควรเป็นนักเตะมากกว่าที่สมควรโดนเบิร์ดกะโหลกแต่ในเมื่อสุดท้ายแล้ว “ทิงเกอร์แมน” ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ เมื่อนักเตะตามที่มีข่าววงในออกมาว่าหมดความไว้เนื้อเชื่อใจ และ นำพาสถานการณ์ทีมเข้าขั้นวิกฤติห่างโซนตกชั้นแค่แต้มเดียว

    เมื่อนั้นบอร์ดบริหารก็ไร้ทางเลือกนอกจาก “เพลย์เซฟ” และ “เปลี่ยนแปลง” ดีกว่ารอวันตายที่ดูทรงแล้วหายนะเกิดแน่นอนหากยังคงชักช้า

    กับคืนวันนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่พวกเขาไร้ รานิเอรี่ อยู่บนสังเวียน นี่คือศึกสำคัญครับที่ “จิ้งจอกสยาม” จะพลาดไม่ได้อีกแล้วเพราะชัยชนะของ คริสตัล พาเลซ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทำให้พวกเขาหล่นไปอยู่โซนท้ายตาราง

    ว่ากันตามตรงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับกับการเปิด
    บ้านรับมือ ลิเวอร์พูล ถึง “หงส์แดง” จะเป๋ไปพักใหญ่ตั้งแต่เข้าสู่ปีใหม่เป็นต้นมาแต่หลังจากเกมที่แล้วที่ ซาดิโอ มาเน่ กลับมายิงเปิดซิงชัยชนะให้กับทีมดังจากเมอร์ซี่ย์ไซด๊อีกครั้ง…

    เครื่องจักร “เร้ด แมชีน” ก็แลดูสดชื่นและเริ่มกลับมาทำงาน

    สำคัญ คือ ลิเวอร์พูล นั้นได้เปรียบไปเต็มๆ เพราะ สัปดาห์ที่แล้วเป็น เอฟเอ คัพ จากการที่ตกรอบไปแล้วทำให้ “หงส์แดง” ไม่ต้องเล่นให้เมื่อยตุ้มและได้พักเต็มๆ 2 สัปดาห์

    ช่างแตกต่างกับ เลสเตอร์ ที่โปรแกรมชุกยิ่งกว่าดาราเดินสาย หลังลงหวด เอฟเอ คัพ มาพร้อมตกรอบทีม “เดอะ ฟ็อกซ์” ก็เจองานช้างอย่าง ชปล. ต่ออีกเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว…

    แม้จะได้ลงเล่นเกมนี้ในวันจันทร์แต่วัดสภาพความฟิตกับ ลิเวอร์พูล แล้ว…ทุกอย่างมันแทบ “คนละเรื่อง”

    น่าห่วงที่สุดก็คือตัวของพวกเขาเองนั่นแหละที่ก่อปัญหา ในตอนนี้ทรงบอลการเล่นแทบไม่มี, นักเตะมีข่าวฉาวว่าก่อคลื่นใต้น้ำยังไม่รวมถึงทีมสต๊าฟฟ์ที่ขัดแย้งกันเอง

    เรียกได้ว่าเจอทั้งศึกใน-ศึกนอกรอบด้านจริงๆ

    อย่างไรก็ตามเกมคืนวันนี้มันก็ไม่แน่ครับที่ เลสเตอร์ จะกู้วิกฤติคืนกลับมาได้ เพราะ ขึ้นชื่อว่าบอลเปลี่ยนโค้ชย่อม “ไว้ใจไม่ได้” เสมอ

    ถึงจะยังไร้โค้ชแต่บางทีการไร้ รานิเอรี่ อาจทำให้นักเตะบางคนที่มีข่าวว่าพักหลังเริ่มไม่ลงรอยเทรนเนอร์ชาวอิตาเลี่ยนมีแรงจูงใจและฮึดพิสูจน์ข้อครหาตนเองได้

    โค้ชโดนเด้ง, ไร้กุนซือบงการข้างสนาม สถานการณ์ลงไปอยู่โซนตกชั้นแถมเปิดรังดวล ลิเวอร์พูล อีก…

    “จิ้งจอก” ตัวนี้จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ !? ฟ้าหลังฝนของพวกเขาจะสดใสหรือเปล่า!?

  • คงเส้นคงวา! “โอเว่น” เหน็บ “ปืนใหญ่” ผลงานสม่ำเสมอดีจริง ๆ

    Post Image

    คงเส้นคงวา! "โอเว่น" เหน็บ "ปืนใหญ่" ผลงานสม่ำเสมอดีจริง ๆ

     

    ไมเคิล โอเว่น อดีตดาวยิง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ออกมาเผยว่า อาร์เซน่อล นั้นมีผลงานที่คงเส้นคงวามากที่สุดในโลก แต่ว่านั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีสำหรับแฟนบอลปืนใหญ่ นัก

    ตอนนี้ดูเหมือนว่าทาง อาร์เซนอล จะมีโอกาสที่ริบหรี่ในการผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอล ยูฟา แชมเปียนส์ลีก และผลงานใน พรีเมียร์ลีก เองก็ยังทำแต้มห่างจาก เชลซี จ่าฝูงถึง 13 คะแนนด้วยกัน

    แฟนบอล ปืนใหญ่ บางคนนั้นบอกว่านี่เป็นฤดูกาลที่แย่เหมือนกับที่ผ่าน ๆ มา และ โอเว่น นั้นก็ออกมาสนับสุนความคิดนี้ด้วยเหมือนกัน

    “ผมคิดว่า อาร์เซนอล เป็นทีมที่มีผลงานคงเส้นคงวามากที่สุดในโลก” อดีตกองหน้าทีมชาติ อังกฤษ กล่าวกับ บีที สปอร์ต

    “ทุก ๆ คนพูดว่า ‘แต่ละอันดับนั้นจะขึ้นอยู่กับผลงานของทีม’ แต่กับ อาร์เซนอล นั้นค่อนข้างส่ำเสมอมากเลยทีเดียว”

    “พวกเขาจบในอันดับที่ 3 หรือ 4 และเข้าถึงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายรอบ น็อคเอาท์ ยูฟาแชมเปียนส์ลีก ทุก ๆ ปี”

    “พวกเขามีผลงานที่เหมือนเดิมทุก ๆ ปี ซึ่งหากมองย้ายไป 10-12 ปีที่ผ่านมาแล้ว เหมือนเดิมกันเป๊ะเลย”

    “พวกเขาสามารถเอาชนะทีมเล็ก ๆ ได้ใน พรีเมียร์ลีก และ แชมเปียนส์ลีกในรอบแบ่งกลุ่มได่สำเร็จ”

    “เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องมาเจอกับ บาเยิร์น มิวนิค, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เชลซี พวกเขาก็จะแพ้ ซึ่งเป็นผลงานที่สม่ำเสมอจริง ๆ พวกเขายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าทีมเหล่านั้นนะ”

  • วาร์ดี้เบิ้ล! “จิ้งจอกสยาม” รวมพลังเปิดรังขย้ำ “หงส์แดง” 3-1

    Post Image

    วาร์ดี้เบิ้ล! "จิ้งจอกสยาม" รวมพลังเปิดรังขย้ำ "หงส์แดง" 3-1

     

    ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
    วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560
    เลสเตอร์ 3-1 ลิเวอร์พูล
    สนาม: คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เปิดเกมมา 7 นาที เจ้าถิ่นได้ลุ้นก่อนเลย เจมี่ วาร์ดี้ ได้ซัดหน้าเขตโทษ บอลไปเข้าทาง ชินจิ โอกาซากิ โขกสะบัดต่อ แต่ ซิมง มิโญเล่ต์ นายทวารลิเวอร์พูล ยังไวพุ่งปัดทิ้งออกหลังไปได้ทัน

    นาทีที่ 20 โรเบิร์ต ฮูธ เปิดบอลยาวไปข้างหน้า บอลตกพื้นก่อนที่ เจมี่ วาร์ดี้ จะเกี่ยวบอลเข้าไปยิง แต่ ซิมง มิโญเล่ต์ ปัดทิ้งไว้ได้

    “จิ้งจอกสยาม” ยังไม่เพลาเกมบุก นาทีที่ 28 มาร์ค อัลไบรท์ตัน แทงบอลทะลุช่องให้ เจมี่ วาร์ดี้ วิ่งสปีดหนีแนวรับเจ้าถิ่น ก่อนหลุดเดี่ยวเข้าไปซัดเสียบเสาแรกเข้าไป เลสเตอร์ ออกนำ 1-0

    นาทีที่ 29 หงส์แดง เกือบได้ประตูตีเสมอทันควัน ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่ดาวเตะทีมชาติบราซิลกลับยิงไปติดเซฟ

    นาทีที่ 39 จากลูกทุ่มไกลของเจ้าบ้าน แนวรับลิเวอร์พูลเคลียร์ทิ้งไม่ดี บอลไปเข้าทาง แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ วิ่งเข้าซัดด้วยขวาแบบไม่ต้องจับตุงตาข่ายสุดสวย เลสเตอร์ ซิตี้ นำห่าง 2-0 พร้อมกับจบครึ่งแรก

    กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 60 คริสเตียน ฟุคส์ ทำชิ่งกับ ริยาด มาห์เรซ ก่อนเปิดโค้งไปหน้าประตู เจมี่ วาร์ดี้ ขึ้นโขกเสียบเสาไม่เหลือ เลสเตอร์ ทิ้งเป็น 3-0

    นาทีที่ 68 ทีมเยือนไม่ยอมง่ายๆ เอ็มเร่ ชาน ทำชิ่งกับ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ก่อนลากบอลจี้เข้าเขตโทษแล้วไหลต่อให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ซัดด้วยขวาเบียดเสาสุดงาม ลิเวอร์พูล ไล่มาเป็น 1-3

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม ผลบอลย้อนหลัง จบเกม “จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 3-1 เก็บสามแต้มสำคัญ พร้อมขยับอันดับขึ้นมาอยู่ที่ 15 ของตาราง

    รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม
    เลสเตอร์ (4-4-2) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – แดนนี่ ซิมพ์สัน, โรเบิร์ต ฮูธ, เวส มอร์แกน, คริสเตียน ฟุคส์ – ดาเนียล ดริงค์วอเตอร์, วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, ริยาด มาห์เรซ – ชินจิ โอกาซากิ, เจมี่ วาร์ดี้
    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : ซิมง มินโญเลต์ – เนธาเนียล ไคลน์, โจเอล มาติป, ลูคัส เลว่า, เจมส์ มิลเนอร์ – อดัม ลัลลาน่า, เอ็มเร่ ชาน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่
    ผู้ตัดสิน: ลี เมสัน