จับตาดู "แกเร็ธ เซาธ์เกต" ให้ดี!

 

จับตาดู “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ให้ดี!เมื่อปีที่แล้วถ้าจำกันได้ “แซม อัลลาร์ไดซ์” กลายเป็นกุนซือที่ทำสถิติการคุม “ทีมชาติอังกฤษ” ดีที่สุดคนนึง จากผลงาน 1 นัด ชนะ 1 นัด นั่นหมายความว่าชนะ 100 เปอร์เซนต์ ซึ่งบิ๊กแซมต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้เพราะปากตัวเองแท้ๆ ทำให้ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” กุนซือทีมชาติชุดเล็กตอนนั้นทำหน้าที่ขัดตาทัพแทน

หลังจากพาทีมลงแข่ง 4 นัด ชนะ 2 เสมอ 2 โดย ชนะ “มอลตา” 2-0 “สก็อตแลนด์” 3-0 และ เสมอ “สโลวีเนีย” 0-0 “สเปน” 2-2 เป็นผลทำให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือเอฟเอ ตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปี กับกุนซือหนุ่มใหญ่วัย 46 ปี เป็นนายใหญ่ขุนพลสิงโตคำรามแบบเต็มตัว

แน่นอนว่ามีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่ากุนซือที่มีประสบการณ์การคุมทีมในระดับสโมสรเพียงแค่ “มิดเดิ้ลสโบรช์” ทีมเดียวจะไหวหรือ เพราะ “ความคาดหวัง” สูงมาก ในการพาทีมประสบความสำเร็จด้วยการเป็น “แชมป์” ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆอย่าง “ฟุตบอลโลก 2018” รัสเซีย รวมทั้งฟุตบอล “ยูโร 2020” ที่ยูฟ่าเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน ไม่ใช่ชาติเจ้าภาพแต่เป็นสนามของประเทศต่างๆในยุโรป (เหตุผลเนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจในยุโรปไม่ดี และไม่ต้องการให้ประเทศเจ้าภาพแบกภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล)

ถ้าดูจากสถานการณ์ของขุนพลสิงโตคำรามตอนนี้ เป้าหมายแรกของ “เซาธ์เกต” คือพาทีมเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในฐานะอันดับ 1 ของกลุ่ม ซึ่งลงสนามไปแล้ว 4 นัด มี 10 คะแนน ถือว่าไม่ปลอดภัยเพราะทีมอันดับ 2 “สโลวีเนีย” มี 8 คะแนน และ อันดับ 3 “สโลวาเกีย” มี 6 คะแนน ถ้าเกิดพลาดสัก 2 นัดจาก 6 นัดที่เหลือก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ไม่เข้ารอบได้เหมือนกัน

จริงๆก็ต้องเห็นใจ “เอฟเอ” ในตอนที่ตัดสินใจแต่งตั้ง “เซาธ์เกต” ด้วย เพราะยุคนี้ยังนึกถึงกุนซือชาวอังกฤษฝีมือดีๆหรือประสบการณ์สูงที่จะฝากความหวังไว้ได้ แถมกุนซือชื่อดังชาวต่างชาติหลายคนก็เลือกที่จะทำงานในระดับสโมสรยักษ์ใหญ่มากกว่า จึงมองว่า “เซาธ์เกต” โชคดีด้วยที่ยุคนี้ไม่มีใครมาเป็นคู่แข่งเก้าอี้นายใหญ่ทีมชาติ และเอฟเอก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

ส่วนตัวเองเชื่อว่า “เซาธ์เกต” ยังมือไม่ถึงที่จะมารับงานใหญ่ระดับทีมชาติ ถ้าดูผลงานจากการคุมทีม 4 นัดเหมือนจะสวยหรู แต่ถ้าเอาภาพการเล่นรายละเอียดตลอด 90 นาทีในแต่ละนัดมาดูอีกที จะเห็นว่า “ผลงานไม่น่าประทับใจเลย” ชนะทีมสมันน้อย “มอลตา” 2 ลูก ขณะที่คู่แข่งร่วมกลุ่ม “สก็อตแลนด์” กดไป 5 เม็ด บุกเสมอ “สโลวีเนีย” 0-0 ทั้งๆที่ทีมอย่างอังกฤษมีดีกว่า ต้องชนะ
หรือเกมอุ่นเครื่องในบ้านกับ “สเปน” เอง ยิงนำไปก่อน 2-0 เพราะขุนพลกระทิงดุยังไม่ใช่ตัวหลัก แต่พอเปลี่ยนลงมาครึ่งหลังถูกตีเสมอ 2-2 และถ้าไปดูสถิติหลังเกมจะเห็นว่า คู่แข่งครองบอลกดดันมากกว่า 66 เปอร์เซนต์ต่อ 34 เปอร์เซนต์ โอกาสยิงยังน้อยกว่าอีก

มาถึงตรงนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้นอกจากรอดู “เซาธ์เกต” ทำงานของตัวเองต่อไป โดยเฉพาะสัปดาห์นี้ที่เป็นฟีฟ่าเดย์ของทีมชาติ วันนี้ขุนพลสิงโตคำรามต้องบุกไปเยือนขุนพลอินทรีเหล็ก “ทีมชาติเยอรมัน” ก่อนวันอาทิตย์ที่จะถึงเปิดบ้านเจอ “ทีมชาติลิธัวเนีย” (นัดนี้ยังไงต้องชนะ)

สุดท้ายแฟนสิงโตคำราม ขอให้นั่งดูเกมของทีมไม่ว่าจะเรื่องแท็กติคระบบการเล่นทั้งสองนัดภายใต้การคุมทีมของ “เซาธ์เกต” และลองตอบตัวเองว่า ไหวไหม?!